เพื่อนาข้าวสีเขียว ช้านิดเดียวอาจไม่ทันการณ์
เนื่องด้วยเป็นคนที่ชอบความเขียวของทุ่งนาถึงขั้น "กรีนลิซึ่ม" เลยเป็นที่มาของการตามล่าทุ่งนาสีเขียวซึ่งช่วงเวลาที่ไปเนี่ยก็ใกล้เก็บเกี่ยวเต็มทีแล้ว เกรงว่าจะไปไม่ทันดูใจ แล้วสถานที่พักแรมที่ได้เลือกไว้นั้นก็ตรงตามจุดประสงค์ ที่พักที่ว่านี้อยู่ อ.ปัว เป็นโฮมเสตย์ที่อยู่ท่ามกลางนาข้าวหลายร้อยไร่แต่ราคาแค่ 500 บาทต่อคืนอะ ที่กล่าวถึงนี้คือ "ตานงค์โฮมเสตย์" ตั้งอยู่ใน อ.ปัว ห่างจากตัวเมือง 60 กม. ก็ถือว่าไกลพอสมควร เพราะงานนี้จะเที่ยวในตัวเมืองด้วย สิ่งที่คาดการณ์ไว้คือต้องลำบากเรื่องการเดินทางนิดหน่อย แต่สุดท้ายกลับโชคดีกว่าที่คิดไว้ สิ่งนั้นคืออะไรไปติดตามกันในห้องนี้เลยค่ะ
เรานั่งๆ นอนๆ จนถึงเช้าประมาณเจ็ดโมงกว่าๆ ลงที่กาดปัว ซึ่งก็เลย อ.เมือง มาแล้วล่ะ เรามองหาวินมอเตอร์ไซค์เพื่อมุ่งหน้าไปบ้านตานงค์เลยค่ะ แต่วินมีแค่สองคันเท่านั้น เลยให้น้องคนเล็กซ้อนไปหนึ่งคัน ส่วนเรากับเพื่อนซ้อนสองเลย เบียดๆ หน่อย ไม่นานก็ถึงบ้านตานงค์ ส่วนค่าวินคิดไปคนละ 70 บาทเหนาะๆ (เหม่..ซ้อนสองนึกว่าจะลดให้เนาะ) ไม่เป็นไร มาถึงแล้วเป็นอันว่าปลอดภัยและก็มาเร็ว ห้องที่จองไว้ยังไม่เรียบร้อยดี ระหว่างรอเราก็ขอขึ้นไปชมเรือนคันทรี่ที่จริงๆ แล้วอยากพักเรือนนี้ แต่จองไม่ได้ เสียดายนะ เพราะเรือนนี้มีสามชั้น ถ้ามองวิวจากระเบียงชั้นบนคุณจะมองเห็นทุ่งนาเขียวเต็มหน้าเบย เรียกว่าต้องเตรียมทิชชู่ไว้คอยซับเลือดกำเดาไปพลางๆ อาจมีน้ำลายไหยย้อยด้วยนะเอ้า..
ในเรื่องของอาหาร ที่นี่ไม่มีฟรีมื้อเช้าหรอกค่ะ แหม่..ที่พักถูกเยี่ยงนี้ ไม่มีไม่เดือดร้อนอันใดเลย แต่ถ้าหิวก็บอกป้าเพียรทำให้กินได้เลย แต่เนื่องจากที่นี่เป็นวิถีชาวบ้าน อาหารที่สั่งอาจไม่ได้รวดเร็วทันใจนัก ลักษณะเป็นเหมือนแม่ทำข้าวให้ลูกกิน รอนานหน่อยแต่อร่อยดี อิอิ อย่างจานนี้ ง่ายๆ ก่อนนะ
บริเวณหน้าบ้าน ไว้นั่งจกข้าวและเม้ามอย
หลังจากเก็บของเข้าบ้านเรียบร้อยแล้ว เราเริ่มปฏิบัติการเตร็ดเตร่แบบน้ำจิ้มกันก่อนใน อ.ปัว นี่แหละ จะไปกันยังไงล่ะ มาเที่ยวก็เอาปากมาด้วยอะนะ เลยมีการถามไถ่ปรึกษาหารือกับเจ้าบ้าน ไปไปมามาได้เรื่องว่า วันนี้ตานงค์เจ้าของโฮมสเตย์และที่นาทั้งหมดนี้ อาสาพาไปแอ่ว เอาแถวๆ นี้แหละ โดยคิดค่าเสียเวลาแค่ 500 บาท ราคาดูดีทีเดียว ไม่รอช้าพวกเราก็นั่งปิคอัพไปกันเลยจ้า
สถานีแรกที่ไปคือ พระธาตุจอมแจ้ง ก่อสร้างเมื่อ คส.1700-1800 ภายในบรรจุเกศาของพระบรมสัมมาสัมพุทธเจ้า
สถานีที่ 2 วัดภูเก็ต
มองจากระเบียงวัด เห็นวิวกันแบบกว้างๆ จากนั้นเราไปต่อกันที่ "ฟาร์มเห็ดบ้านหัวน้ำ"
ที่นี่เป็นร้านอาหารและเป็นที่พักด้วย
เหตุผลนึงที่เราอยากมาที่นี่เพราะเราอยากกินสิ่งนี้ "พิซซ่าหน้าเห็ด" อร่อยสมคำร่ำลือ
เมื่อท้องอิ่มร่างกายก็ต้องการพักผ่อน ตอนนี้ได้เวลาเย็นๆ พอดี กลับบ้านดีกว่าเนอะ
ว่าด้วยเรื่องบริเวณโดยรอบของบ้านตานงค์นั้น ที่ชอบมากๆ นอกจากท้องนาแล้ว คือลำธาร ที่เราสามารถเดินเตะน้ำกันได้สบายใจในเวลายามเย็นเช่นนี้ ความสุขก็อยู่รอบๆ ตัวเรานี่เองอะเนาะ
ปิดท้ายของวันนี้ด้วยมื้อค่ำอันแสนวิเศษ ขันโตกที่ทำโดยป้าเพียร ชุดนี้ 300 จ้า กินได้สามคน อร่อยที่สุดในสามโลก โดยเฉพาะลาบหมู
สำหรับโปรแกรมในวันพรุ่งนี้ พวกเราจะไปเที่ยวในตัวเมืองน่านกัน โดยว่าจ้างตานงค์อีกเช่นเคย แต่แกไม่ได้เป็นคนพาไปนะ ตานงค์ให้ญาติเป็นคนขับรถพาพวกเราไปเที่ยวแทน ซึ่งพรุ่งนี้จะเที่ยวกันทั้งวัน แกคิดค่าเสียหาย 1,800 เพราะมีขึ้นดอยภูคาด้วยแล้วค่อยเข้าตัวเมือง ตอนแรกกะว่าหารสามก็ตกคนละ 600 บาทก็โออยู่นะ แต่โชคดีกว่านั้นค่ะ ระหว่างที่เรากำลังตกลงเรื่องเที่ยวกับตานงค์อยู่นั้น มีนักท่องเที่ยวห้องอื่นมาได้ยินเข้า แล้วเกิดความสนใจ จึงขอมาร่วมแจมโปรแกรมของเราด้วย ก็มีแม่ลูกคู่นึงมาแบคแพ็คด้วยกันสองคนไปกับเรา แล้วก็มีอีกสองคนดูแล้วน่าจะเป็นคู่รักทอมดี้ ขอติดไปกับเราด้วย แต่ไปแค่ดอยภูคา หลังจากนั้นคู่นี้เขาจะแยกจากเราเพื่อไปบ่อเกลือ สรุปงานนี้มีร่วมแจมกัน 7 คนเบย หารกันก็คนละ 320 เอง ถูกและลงตัวเป็นที่สุด